นาธรรมชาติ ความทรงจำที่ไม่อาจลืมเลือน
นานเหลือเกิน...ที่สรรพชีวิตบนแดนดิน “อีสาน” ภูมิภาคที่ราบสูงอันกว้างใหญ่ของประเทศนี้ ต้องทนทุกข์ทรมานกับชะตากรรมอันไม่อาจเลือกได้ ซึ่งติดมากับแผ่นดินเกิดของตนเอง ความแห้งแล้งกันดาร ยังคงเป็นประดุจต้นธารแห่งความยากไร้ ที่คอยซัดกระหน่ำชีวิตผู้คนในภูมิภาคแห่งนี้เรื่อยมา ขณะเดียวกันปัญหาความเสื่อมโทรมของทรัพยากรดินและปัญหาดินเค็ม ก็นับวันจะแผ่กระจายกว้างออกไป ยากที่จะสกัดกั้นหรือแก้ไข เสมือนเป็นขวากหนามอันแหลมคมบนทางเดินคนทำอาชีพเกษตรในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งคอยกั้นขวางและสร้างความเจ็บปวด ทั้งเหนี่ยวรั้งหมู่เฮาชาวอีสาน ให้ต้องจมปลักอยู่กับความลำบากยากเข็ญ ผลผลิตจากการเพาะปลูก...ไม่เคยคุ้มค่าต่อการลงทุนลงแรง
จากอดีตจวบถึงปัจจุบัน อาชีพหลักของคนอีสานส่วนใหญ่ ก็ยังคงเป็นการทำนาปลูกข้าวไว้กินและไว้ขายเป็นรายได้ครอบครัว แม้ทุกวันนี้วิถีการปลูกข้าวของชาวนาอีสานจะได้รับการพัฒนาขึ้น มีการใช้เทคโนโลยี เครื่องจักรกลการเกษตร ปุ๋ยและยาเคมี เข้าช่วยอย่างเต็มที่แล้ว แต่คนอีสานก็ยังคงประสบปัญหามากมายในการทำนา ถึงขนาดจะ “เดินหน้าต่อแทบไม่ได้ หากถอยหลังก็กลัวหนี้สินทับหัวตาย” ความเจ็บปวดรวดร้าวที่เผาลนชีวิตมานาน ทำให้พี่น้องคนอีสานจำนวนมากในวันนี้ มองไม่เห็นคุณค่าและความหวังบนแผ่นดินเกิด จึงจำต้องส่งลูกหลานออกไปรับจ้างเร่ขายแรงงานในต่างถิ่น และถ้าเป็นไปได้ชาวนาอีสานไม่ต้องการให้ลูกหลานกลับมาทำนาอีก เพราะทำไปเท่าไหร่มีแต่เหนื่อยหนักและยากจน ดีไม่ดีอาจต้องขายนา เพื่อใช้หนี้ค่าพันธุ์ข้าว ค่าปุ๋ย ค่ายาปราบศัตรูพืช ค่ารถไถ ค่าน้ำมัน หนี้สินกองทุนเงินล้าน หนี้เงินกู้นอกระบบ หนี้ ธ.ก.ส. ฯลฯ
แต่อย่างไรก็ตาม ในความมืดมนบนหนทางชีวิตชาวนาที่ราบสูง กลับปรากฏแสงสว่างจุดเล็ก ๆ ปลายอุโมงค์เรื่อเรืองอยู่ และแสงสว่างแห่งความหวังที่ว่านี้ ก็คือ... “ภูมิปัญญาการเพาะปลูกที่ถูกต้องตามธรรมชาติ” (ภูมิปัญญาการทำเกษตรที่เหมาะสมกับสภาพพื้นที่) ซึ่งถ้าหากใครก็ตามได้ค้นพบและนำมาปรับใช้อย่างเหมาะสมแล้ว ย่อมจะสามารถเปลี่ยนชีวิตและพลิกผัน “อาชีพคนทำนา” ของตนเอง ไปสู่ความงดงามของวันใหม่ ในโลกแห่งความสำเร็จทางการเพาะปลูกได้โดยไม่ยากเกินความพยายาม และภูมิปัญญาดังกล่าวนี้ ก็คือ “เทคนิคการทำนาธรรมชาติแบบไม่ไถ” รายละเอียดจะเป็นเช่นไร ขอเชิญท่านพิจารณาและกลั่นกรองเนื้อหาสาระ จากเรื่องราวประสบการณ์ทำนาอันผิดแปลกแหวกแนว ของ‘เด็กหนุ่มลูกอีสานคนหนึ่ง’ ดังต่อไปนี้...
เรียนรู้ความลำบากของการทำนาดั้งเดิม
ผมเป็นลูกชาวนา ภูมิลำเนาอยู่ที่ภาคอีสานตอนบน ชีวิตผมถือกำเนิดขึ้นในครอบครัวที่ยากจน มีที่ดินทำกินใช้ปลูกพืชผักและทำนา 13 ไร่ ห่างไกลระบบชลประทานและห้วยหนองคลองบึงธรรมชาติ น้ำในการปลูกพืชผักมาจากสระน้ำเล็ก ๆ ที่พ่อกับแม่ช่วยกันขุด (ด้วยจอบ) เอาไว้ ส่วนน้ำที่ใช้ทำนาเราต้องพึ่งน้ำฝนจากฟ้าเพียงอย่างเดียว และนอกจากนี้ พื้นที่นาของเราตรงที่ดอนยังเป็นนาโคกหินลูกรัง ส่วนที่ลาดลุ่มลงไปก็เป็นนาดินเค็มจัด หรือเรียกตามภาษาชาวบ้านว่า “นาขี้เอียด”
งานทำนาของครอบครัวเราเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะเราไม่มีเงินมากพอ จึงต้องพึ่งพาเรี่ยวแรงกาย อดทนสู้งานที่เหนื่อยหนักตลอดมา นาของเรายังคงใช้ควายไถนาและคงจำเป็นต้องรักษาวิถีการทำนาปลูกข้าวแบบดั้งเดิมเอาไว้ ในขณะที่เพื่อนบ้านเขาเปลี่ยนไปใช้รถไถและทำนาแบบสมัยใหม่กันหมดแล้ว และในส่วนของผลผลิตข้าวที่ได้แต่ละปี ครอบครัวผมยังโชคดีอยู่บ้างที่มีข้าวเพียงพอกินตลอดทั้งปีไม่เคยอดอยาก ถ้าปีไหนฝนฟ้าน้ำท่าดี ได้ข้าวมากปีนั้นจึงได้ขายข้าว
ตลอดเวลาที่ครองคู่และร่วมชีวิตกันมา พ่อกับแม่พยายามหาวิธีแก้ไขปัญหานาดินเค็มเสมอ เพราะบริเวณนาที่มีปัญหาดินเค็มปลูกข้าวแทบไม่ได้ผลผลิตเลย พ่อแม่จะพาลูก ๆ หาบขนเอาแกลบและปุ๋ยคอกลงไปใส่ปรับปรุงดินอย่างสม่ำเสมอทุกปี ๆ และไม่เคยเผาฟางหรือตอซังข้าวอย่างนาข้างเคียง จนกระทั่งเวลานี้สภาพดินเค็มในนาของเราเริ่มดีขึ้น ปลูกข้าวได้ผลผลิตมากขึ้น แต่มันก็ยังคงมีส่าเกลือให้เห็นและดำรงสภาพความเค็มของมันอยู่นั่นเอง
เมื่อครั้งยังเด็กผมได้ยินพ่อแม่บอกเสมอว่า ถ้าผมโตขึ้นอย่าได้มาเป็นชาวนา ให้ไปทำงานอย่างอื่น เพราะงานทำนาปลูกข้าวเป็นงานหนักเหน็ดเหนื่อยมาก และจะยากจนตลอดไป ผมได้ยินเช่นนั้นก็ได้แต่รับฟัง ในขณะที่ความรู้สึกลึก ๆ ในใจ แม้ผมจะสงสารพ่อแม่อย่างมาก ที่ต้องเห็นท่านทั้งสองทนทำงานหนักทุกวัน แต่ความคิดของผมกลับขัดแย้งไม่ค่อยเห็นด้วย ในสิ่งที่พ่อแม่บอกกล่าวและคาดหวังเท่าไรนัก เพราะผมรักท้องทุ่งนา รักต้นข้าว รักพืชผัก รักน้ำ รักป่า และชื่นชอบบรรยากาศที่เป็นธรรมชาติของบ้านเกิดที่สุด
จริงอยู่แม้การทำนาจะเป็นเรื่องที่ต้องออกแรงเหน็ดเหนื่อยและยากลำบาก แต่หลังจากเราทำนาเสร็จแล้ว ก็มีความสุขสบายกันทั้งครอบครัว ผมยังเคยนึกเพ้อฝันอยู่บ่อย ๆ ว่า สักวันหนึ่งผมจะต้องทำนาปลูกข้าวแบบสบาย ๆ ได้ข้าวเยอะ ๆ โดยไม่ต้องเหนื่อยเมื่อยล้าเหมือนที่พ่อแม่พาทำ แต่ผมก็ไม่เคยรู้หรอก ว่า จะทำยังไงถึงจะทำนาได้ข้าวมากและสบายไม่เปลืองแรงงานคนและแรงควาย
วิถีการทำนาแบบดั้งเดิม เต็มไปด้วยขั้นตอนที่ยุ่งยากมาก เริ่มตั้งแต่ใช้ควายไถนา เราต้องบังคับเฆี่ยนตีควายให้มันเดินไปตามแนวแปลงนาที่ต้องการจะไถพลิกดิน ต้องยกไถเหวี่ยงไถ เสร็จแล้วต้องคราดอีกหลาย ๆ รอบ ก่อนปักดำเราต้องเตรียมเพาะกล้าข้าวไว้หลาย ๆ งานนา ได้กล้าข้าวที่อายุสมควรปลูกแล้วต้องถอนกล้า หาบมัดกล้าไปปักดำ
ทีนี้เวลาดำนาเราก็ต้องอดทนต่ออาการปวดบั้นเอว ต้องตากแดดร้อน ตากลม ตากฝน ลุยน้ำ ลุยโคลน เนื้อตัวสกปรกมอมแมมทั้งวัน หลังปักดำเสร็จมีการขังน้ำ-ปล่อยน้ำ ต้องลุยน้ำถอนหญ้า แล้วแบกปุ๋ยไปหว่านบำรุงต้นข้าว ถึงเวลาข้าวออกรวงสุกเหลืองงานหนักของชาวนาก็โคจรมาอีกรอบ ครานี้เป็นเวลาเก็บเกี่ยว พวกเราต้องช่วยกันเกี่ยวข้าวอย่างขมักเขม่น ถ้าปีไหนช่วงเกี่ยวข้าวมีฝนตก เราต้องลำบากมากในการขนฟ่อนรวงข้าวขึ้นที่สูงให้พ้นน้ำ ปีไหนไร้ฝนตกในฤดูเก็บเกี่ยวก็ดีหน่อยไม่ต้องเหนื่อย แต่เมื่อเกี่ยวรวงข้าว มัดด้วยตอกและเก็บกู้เสร็จ ก็ต้องทนหลังขดหลังแข็งเจ็บบ่าหาบมัดฟ่อนข้าวด้วยไม้คันหลาวอีก ช่วยกันขนฟ่อนข้าวมาเรียงเป็นลอมข้าว แล้วต่อจากนั้นก็จะทำการฟาดหรือตีเอาเมล็ดข้าวด้วยไม้ค้อนและเรี่ยวแรงสองแขน เมื่อตีข้าวเสร็จเราต้องกรอกข้าวใส่กระสอบแบกขนไปเทเก็บในเล้าข้าวหรือยุ้งฉางไว้สีเป็นข้าวสารกิน และถ้าได้ข้าวมากก็จึงจะแบ่งไปขายแลกเปลี่ยนเป็นเงินมาใช้จ่ายในครัวเรือน
ครอบครัวผมมีความจำเป็นต้องต่อสู้อดทน ทำนาตามวิถีปลูกข้าวของบรรพชนดังกล่าวนี้เรื่อยมา และนับวันพ่อแม่ของผมซึ่งเป็นเสาหลักนำพาลูก ๆ ทำนา ก็ยิ่งอายุมากขึ้นและเข้าสู่วัยชรา เรี่ยวแรงที่จะลุยงานหนักในแปลงนาเหลือน้อยลงทุกที ความฝันของผมที่จะหาวิธีทำนาอย่างง่าย ๆ สบาย ๆ แต่ได้ข้าวเยอะ ยังไม่มีวี่แววว่าจะเป็นจริง...
ประกายความคิดและจุดเปลี่ยน
ขณะเมื่อผมอายุย่างเข้า 20 ปี มีอยู่วันหนึ่ง...เวลาประมาณบ่าย 4 โมงเย็นหรือ 16.00 น. ตอนนั้นเป็นช่วงต้นฤดูฝน ผมเดินเล่นไปตามขอบลาน บริเวณนั้นเป็นที่ใช้ตีข้าวและเก็บกองฟางสำหรับควายกิน ผมได้สังเกตเห็นกอต้นข้าวขนาดใหญ่หลายกอ ซึ่งกำลังเจริญเติบโตแผ่ลำต้นและแตกรวงมากมายอยู่บนพื้นดินตรงขอบลาน ข้าวเหล่านั้นเกิดอยู่บนพื้นลานนวดข้าวซึ่งสูงกว่าน้ำมาก มันเกิดมาจากเมล็ดข้าวที่หล่นร่วงลงดินขณะเราตีข้าวเมื่อปีที่แล้ว โดยมีเศษฟางข้าวปกทับถมอยู่หนาแน่นทีเดียว เมื่อฝนมาเมล็ดข้าวหล่นเหล่านั้นได้รับความชื้น ก็งอกขึ้นเป็นต้นข้าวเติบโตและแตกกอเขียวชอุ่มงดงาม ไม่มีแมลงใด ๆ มากัดกินเลย และดินบริเวณนั้นที่ถูกปกคลุมด้วยเศษฟาง ก็ไม่มีวัชพืชใด ๆ เกิดขึ้นมาเบียดแย่งพื้นที่ข้าวด้วย...ผมนั่งลงนับดูรวงข้าวแต่ละกอด้วยความสนใจ ก็ต้องทึ่งอย่างมากเมื่อได้พบว่า ข้าวกอหนึ่ง ๆ ซึ่งเกิดจากเมล็ดพันธุ์ข้าวเพียง 1 เมล็ด สามารถแตกกอได้มากถึง 30-50 รวง
ผมนั่งมองกอข้าวขอบลานเหล่านั้นด้วยรู้สึกอัศจรรย์ใจ...คำถามเกี่ยวกับการเกิดขึ้น ดำรงอยู่ และเจริญเติบโตของต้นข้าวที่งดงามที่สุดที่เคยพบเห็นเหล่านั้น พรั่งพรูออกจากหัวสมองนานกว่า 2 ชั่วโมง ผมตั้งคำถามและค้นหาคำตอบจากกอข้าวที่อยู่ตรงหน้า จนกระทั่งตะวันลับฟ้า บรรยากาศทั่วท้องทุ่งนาโดยรอบมืดมิด จึงได้กล่าวคำล่ำลา “กอข้าวผู้จุดประกายฝัน” เหล่านั้น แล้วเดินยิ้มกลับเข้าหมู่บ้าน ทีนี้ผมรู้แล้วล่ะว่า ผมจะทำนาปลูกข้าวง่าย ๆ สบาย ๆ แต่ได้ข้าวเยอะ ๆ ด้วยวิธีไหน...
คืนนั้น ผมเฝ้าครุ่นคิดทบทวนสิ่งที่ได้รู้ได้เห็นจากกอข้าวขอบลานอยู่จนดึกดื่น พร้อมกับนึกวาดฝันออกแบบ “วิธีการทำนาโดยทำให้ข้าวมันเกิดของมันเองตามธรรมชาติ” แล้วก็นอนหลับไปพร้อมกับความรู้สึกเป็นสุขสบายใจจริง ๆ
ผมเก็บภาพประทับใจของต้นข้าวขอบลานเหล่านั้นไว้นานทีเดียว กระทั่งวันหนึ่ง ได้ไปพบหนังสือที่ชื่อ “ปฏิวัติยุคสมัยด้วยฟางเส้นเดียว” เขียนโดย มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ แปลโดย รสนา โตสิตระกุล...อยู่ในห้องสมุดประชาชนประจำอำเภอ พลิกดูเนื้อหาสารบัญเห็นว่าน่าสนใจ จึงยืมมาอ่านที่บ้าน ผมอ่านหนังสือของ ลุงฟู : มาซาโนบุ ฟูกูโอกะ ด้วยความประทับใจ แม้จะยังไม่เข้าใจชัดในหลายสิ่งหลายอย่างที่ท่านผู้เขียนถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือทั้งหมด (ด้วยความอ่อนต่อโลกและด้อยประสบการณ์ชีวิตของผมเอง) ได้ข้อสรุปว่า...
นักปราชญ์ท่านนี้เป็นผู้บุกเบิกการทำเกษตรด้วยวิธีธรรมชาติในประเทศญี่ปุ่น และแล้วต่อมา ผมก็ได้นำเอาหลักการทำนาธรรมชาติที่ลุงฟูเสนอแนะไว้ทั้ง 4 ข้อในหนังสือ ได้แก่...1.ไม่ไถพรวนดิน 2.ไม่ใช้ปุ๋ยเคมี 3.ไม่กำจัดวัชพืช 4.ไม่ใช้ยาฆ่าแมลง มาเปรียบเทียบและผสมผสานเข้ากับความรู้ที่สังเกตได้จากกอข้าวขอบลาน ถึงเกิดเป็นข้อมูลภูมิปัญญาที่เป็นระบบมากขึ้น และเมื่อได้ความชัดเจนในทฤษฎีและขั้นตอนวิธีการทำนาธรรมชาติพอสมควรแล้ว ผมจึงเปิดเผยเรื่องราวทั้งหมดให้ทุกคนในครอบครัวฟัง...
พ่อ แม่ และน้อง ทุกคนยอมฟังผมด้วยดี แต่ทุกคนไม่ได้รู้สึกดีใจหรือเห็นด้วยในวิธีการทำนาแบบใหม่ ที่ผมบอกเล่าให้ฟังเลย เจ้าน้องชายคนเก่งของผมเสียอีกที่มันเปรย ๆ ให้ได้ยินเข้าหูเป็นเชิงเย้ยหยันก่อนจะเดินหนีขึ้นเรือนว่า...
“เฮ็ดนาบ่ไถ หว่านเม็ดข้าวให้เกิดเองในนา มีแต่หญ้านั่นล่ะสิขึ้นท่วม”
เมื่อคนในบ้านไม่มีใครสนใจ ความกระหายที่จะเผยแพร่สิ่งที่ตัวเองค้นพบและข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้รับรู้มา ก็ผลักดันให้ผมนำเรื่องราวแนวทางการทำนาแบบใหม่แบบที่เป็นธรรมชาติ ไม่เหน็ดเหนื่อยเปลืองแรง ไปเล่าให้เพื่อนบ้านหลาย ๆ คนฟัง ปรากฏว่า...เสียงตอบรับกลับมา ก็ไม่ได้แตกต่างจากคนในครอบครัวของผมเลย พวกญาติผู้ใหญ่หลายคนพากันหัวเราะเยาะความคิด บ้างพูดกระทบกระเทียบแทงใจดำเสียด้วยว่า
“เอ...ท้าว มึงเรียนจบเกษตรมาตอนได๋เหรอบ่เห็นได้ข่าว ฮ่ะ ๆ ๆ พ่อว่านะ ถ้าหากวิธีเฮ็ดนาแบบที่มึงเว้าให้ไผต่อไผฟังนี่มันดีอีหลี ได้ผลแท้ ทางหลวง-ทางราชการเจ้านายเพิ่น คือสิออกประกาศให้ประชาชนเฮ็ดนำแต่โดนแล้วล่ะ หรือถ้ามึงอยากให้คนเชื่อ กะลองเฮ็ดให้สำเร็จก่อนสิค่อยเอามาเว้า บ่ซั่นคนเขากะรำคาญหูล่ะท้าวเอ๊ย...”
แม้แต่เพื่อน ๆ ผมหลายคนก็ยังบอกกล่าวเตือนสติด้วยว่า
“มึงน่ะมันท่าจะบ้า อ่านหนังสือเยอะจนเพี้ยนไปแล้ว รู้ตัวเปล่า...หาเวลามากินเหล้า ขับแมงกะไซค์ เที่ยวงานบุญเลาะบ้านกะพวกกูมั่ง จะได้เป็นผู้เป็นคนกะชาวบ้านชาวช่องเขาเสียที”
สรุปว่า...ผลงานการจุดประกายความคิดผู้คน ให้สนใจเทคนิคการทำนาธรรมชาติแบบง่าย ๆ สบาย ๆ ของผมในครั้งนั้นล้มเหลวโดยปริยาย แต่อย่างไรก็ตาม ผมไม่เคยท้อใจ จึงให้คำมั่นกับผืนดินแล้งในแปลงนาของครอบครัวตัวเองว่า...
“เอาเถิด...แผ่นดินนี้จงเป็นพยาน...สักมื้อหนึ่งคงสิมี ที่ผู้ข้าลูกชาวนาคนนี้จะประสบความสำเร็จในการเฮ็ดนาด้วยวิธีธรรมชาติ”
หลังจากนั้นมาอีกหลายปี...ผมมีโอกาสไปเข้ารับการอบรมทางการเกษตรที่ศูนย์การเรียนรู้ชุมชนเศรษฐกิจพอเพียงแห่งหนึ่งในตัวจังหวัด ได้พบปะพูดคุยกับพี่น้องเกษตรกรจากต่างถิ่นที่เข้าร่วมอบรมด้วยกัน เราได้แลกเปลี่ยนความคิด และแสดงทัศนะอันหลากหลายต่อกัน...ก็ครั้งกระนั้นเองที่ผมได้รู้สึกว่า สิ่งที่ผมพูดออกไปมีหลายคนสนใจต้องการจะรับฟัง และก็นับเป็นโชคดีของผมอย่างต่อเนื่อง ที่การไปอบรมครั้งนั้นทำให้ผมมีโอกาสได้อ่านหนังสือดีเล่มเล็ก ๆ เล่มหนึ่งในห้องสมุดของชุมชนแห่งนั้น เป็นหนังสือชีวประวัติและผลงานของปราชญ์เกษตรแห่งแผ่นดินชื่อ “พ่อคำเดื่อง ภาษี” ปราชญ์ชาวบ้านแห่งอีสานใต้ ผู้บุกเบิกการทำนาแบบไม่ไถหรือทำนาด้วยวิธีธรรมชาติคนแรกของประเทศไทย...
ผมดีใจเหลือเกินที่ได้รับรู้เรื่องราวของบุคคลสำคัญท่านนี้ และดีใจที่สุดเมื่อได้พบว่า เทคนิคการทำนาธรรมชาติไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันลอย ๆ แต่มันมีประจักษ์พยานของความสำเร็จเกิดขึ้นแล้วก่อนหน้านี้ตั้งหลายปี ในภูมิภาคอีสานตอนใต้ น่าเสียดายยิ่งนัก...ทำไมหนอพี่น้องชาวนายากจนในเขตอีสานเหนือ ถึงไม่มีโอกาสได้ระแคะระคาย ได้รับรู้เรื่องราวดี ๆ เหล่านี้อย่างกว้างขวางเลย...
หลังจากอ่านเรื่องราวของพ่อคำเดื่องจบลง ผมจึงทำการคัดลอกเอาเนื้อหารายละเอียดขั้นตอนและเทคนิคการทำนาธรรมชาติของพ่อคำเดื่อง เก็บใส่ในสมุดบันทึกเล่มเล็กของผม และให้คำสัญญาต่อรูปพ่อคำเดื่องไว้ ณ ตรงนั้น ว่า...
“พ่อครับ...ผลงานและภูมิปัญญาปลูกข้าวของพ่อนี้ช่างล้ำค่านัก ผมสินำองค์ความฮู้และภูมิปัญญาของพ่อไปปฏิบัติตาม จะปลูกข้าวด้วยวิธีธรรมชาติตามแนวทางที่พ่อแนะนำไว้ ให้ปรากฏผลงานความสำเร็จเป็นที่ประจักษ์แก่พี่น้องชาวนาที่บ้านเกิดให้จงได้”
เทคนิคและขั้นตอนการทำนาธรรมชาติ (ตามแนวทาง...พ่อคำเดื่อง ภาษี)
1. ก่อนเข้าสู่ฤดูฝน เตรียมฟางข้าวหรือเศษหญ้าแห้ง เศษใบไม้ ไว้ให้มาก ๆ
2. ประมาณเดือน พฤษภาคม-มิถุนายน ช่วงต้นฤดูฝน หลังจากที่ฝนตกแล้ว 1-2 ครั้ง หรือสังเกตความชื้นในดินมีมากกว่า 80 เปอร์เซ็นต์แล้ว ให้นำเมล็ดพันธุ์ข้าวอัตรา 15 กิโลกรัม ต่อ 1 ไร่ และเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียวอัตรา 2 กิโลกรัม ต่อ 1 ไร่ ไปหว่านกระจาย (ปะปนกัน) ให้ทั่วแปลงนา
3. คลุมพื้นที่ด้วยฟางข้าว (ควรเลือกใช้ฟางข้าวพันธุ์เดียวกันกับที่หว่านปลูกในพื้นที่) หรือหญ้าแห้งให้ทั่ว โดยในปีแรกควรคลุมฟางให้หนา ยิ่งถ้าตรงไหนมีหญ้าขึ้นก็ให้คลุมดินบริเวณนั้นหนาเป็นพิเศษ (เพื่อไม่ให้หญ้าได้รับแสงแดดและเหี่ยวเฉาตายกลายเป็นปุ๋ยข้าวต่อไป) โดยเฉลี่ยความหนาในการใช้ฟางข้าวหรือเศษพืชคลุมพื้นที่ทำนาธรรมชาติปีแรก ควรให้หนา 10-15 เซนติเมตร หรือประมาณ 1 ฝ่ามือ ส่วนปีต่อ ๆ ไป จะใช้ฟางลดลงเพราะของเก่ายังเหลือ
4. หลังจากนั้นประมาณ 1 เดือน ข้าวกับถั่วจะงอกและเจริญเติบโตพ้นฟางขึ้นมา จึงเริ่มขังน้ำในแปลงนา โดยปล่อยน้ำเข้าพื้นที่ให้ท่วมฟางและโคนต้นถั่วเขียว ทิ้งไว้ระยะหนึ่ง ( 2-3 วัน) เพื่อชะลอการเจริญเติบโตของต้นถั่ว ต่อมาเมื่อใบถั่วร่วงหมดแล้ว จึงระบายน้ำออก จะสังเกตได้ว่าช่วงนี้ต้นข้าวจะเจริญเติบโตขึ้นอย่างรวดเร็ว เมื่อข้าวสูงขึ้นก็ทำการขังน้ำตามปกติ
5. ประมาณเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม เข้าสู่ฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลผลิต เมื่อข้าวออกรวงเป็นน้ำนมหรือหลังระยะข้าวเป็นน้ำนมเล็กน้อย น้ำในแปลงนาเริ่มแห้ง แต่ความชื้นในดินยังมีมากอยู่ ให้เอาเมล็ดพันธุ์ถั่วดำหว่านลงไปให้ทั่วแปลงนา (ปลูกพืชเหลื่อมฤดู) ถึงเวลาเกี่ยวข้าวต้นถั่วจะงอกสูง 15-20 เซนติเมตร ยังเป็นต้นอ่อนสามารถเหยียบย่ำได้โดยต้นถั่วไม่หัก
6. ประมาณเดือนมีนาคม ก่อนเก็บผลผลิตถั่วดำ ให้ลงแตงโมปลูกสลับกับต้นถั่ว หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตถั่วแล้วเสร็จหรือถั่ววาย แตงโมก็โตพอดี จนถึงเดือนพฤษภาคม-มิถุนายน ผลแตงโตเต็มที่เก็บผลผลิตแล้ว ก็ได้เวลาหว่านพันธุ์ข้าวเพื่อปลูกในแปลงนารอบต่อไป
นาธรรมชาติในแปลงทดลอง (สวนฟักทอง)
ผมอ่านประวัติชีวิตและผลงานพ่อคำเดื่องจบลงในวันสุดท้ายของการอบรมเกษตรครั้งนั้นพอดี จึงเดินทางกลับบ้าน แล้วได้นำเอาเรื่องราวชีวิตและความสำเร็จในการทำนาแบบไม่ไถของพ่อคำเดื่อง เล่าให้พ่อแม่ของผมฟัง เมื่อท่านทั้งสองทราบว่า นาธรรมชาติที่ผมเพ้อฝันถึงตลอดมา สามารถทำได้จริง มีคนทำสำเร็จในประเทศนี้จริง ๆ จากแต่ก่อนที่พ่อแม่คอยห้ามปราม มาคราวนี้ท่านกลับพูดให้กำลังใจ ให้ผมทดลองทำดูก็ได้เผื่อว่ามันจะสำเร็จและได้ผลดีจริงดั่งว่า...ใจผมตอนนั้นอยากจะลงมือทำทันที แต่ติดปัญหาคือ ช่วงฤดูกาลเคลื่อนเข้าสู่หน้าฝนเสียแล้ว เตรียมฟางข้าวและเศษอินทรียวัตถุไม่ทัน ก็เลยตั้งใจว่าจะเริ่มลงมือในปีถัดไป…
เสร็จสรรพจากงานทำนาปีนั้นช่วงหน้าหนาว อายุผมเข้าสู่วัยเบญจเพสครบ 25 ปีบริบูรณ์ ผมวางแผนปลูกผักสวนครัวหลังนา โดยทำสวนฟักทอง 1 ไร่ บนแปลงนาดินเค็มใกล้ ๆ กับสระน้ำกลางทุ่ง ผลผลิตฟักทองได้เพียงพอบริโภคในครัวเรือน มีผลผลิตเหลือแจกจ่ายและขายเป็นรายได้เล็กน้อย ผ่านเวลากระทั่งเข้าสู่เดือนเมษายน จึงได้เริ่มลงมือเตรียมการทำนาธรรมชาติ โดยใช้คราด 1 อัน เก็บกวาดเอาตอซังข้าวจากพื้นที่นา (ของครอบครัวตัวเอง) โดยรอบสวนฟักทอง เนื้อที่ประมาณ 3 ไร่ เศษ มากองรวมกันไว้พะเนินเทินทึก
ชาวบ้านที่ผ่านไปมาเพื่อหาอยู่หากินและตามต้อนเลี้ยงวัว ควาย เห็นผมควงคราดเหล็กกวาดเก็บตอฟางข้าวและหอบฟาง อยู่กลางทุ่งแล้ง แดดร้อนเปรี้ยง ๆ คนเดียวทั้งวันตั้งแต่เช้าจรดเย็น นานนับเดือนเช่นนั้น ต่างจับตามองพฤติกรรมของผมอย่างสนใจ แต่ก็ไม่มีใครสักคนเดียวที่จะเดินเข้ามาถามถึงเหตุผลในสิ่งที่ผมกำลังทำอยู่ ไม่นานต่อมาผู้คนก็วิพากษ์วิจารณ์และเล่าลือกันใหญ่ว่า...ผมเสียสติกลายเป็นบ้าไปแล้ว เขาตั้งชื่อและให้ฉายาผมว่า...“ไอ้บ้าหอบฟาง !!!”
งานเตรียมฟางข้าวเพื่อทำนาแบบไม่ไถของผมแล้วเสร็จประมาณปลายเดือนเมษาฯ พอผ่านเข้าสู่ต้นเดือนพฤษภาคม ฝนห่าใหญ่ก็เทกระหน่ำลงมา สร้างความชุ่มชื้นแก่ผืนนาแล้ง และปลุกชีพสรรพสัตว์ที่หลบซ่อนตัวจำศีลในท้องทุ่ง ให้ฟื้นตื่นขึ้นมาร่าเริง...และ ณ บัดนั้น ฤกษ์อันเป็นมงคลที่ผมจะเริ่มต้นทำนาด้วยวิธีใหม่แบบสบาย ๆ ได้ข้าวเยอะ ๆ ก็มาถึงแล้ว
เช้าวันถัดมา...ท้องฟ้าเปิด พายุฝนสลายไปแต่ก่อนรุ่งสาง หลังกินข้าวเช้าเสร็จผมบอกกับพ่อแม่ว่า วันนี้ถึงวันที่ผมจะได้ลงมือปลูกข้าวด้วยวิธีธรรมชาติแล้ว ผมขอเมล็ดพันธุ์ข้าวปลูกจากพ่อแม่ 15 กิโลกรัม (ข้าวพันธุ์ ก.ข. 6) พร้อมกับนำถุงเมล็ดพันธุ์ถั่วเขียว 2 กิโลกรัม ที่ซื้อจากตลาดเตรียมไว้ออกมา แล้วขอร้องแม่ให้ออกไปทุ่งนาด้วยกัน เพื่อทำการหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวเปิดปฐมฤกษ์ทำนาธรรมชาติแบบไม่ไถให้ผม ซึ่งแม่ก็ไม่อยากขัดใจ จึงออกไปทุ่งนา..ไปหว่านพันธุ์ข้าวปลูกลงในสวนฟักทองให้แต่โดยดี ตามคำที่ผมร้องขอ
แม่หว่านข้าวเอาฤกษ์เอาชัยให้แล้ว ก็กลับเข้าหมู่บ้าน หลังจากนั้นก็เป็นภาระหน้าที่ของผมเอง ที่จะเดินหน้าทำนาปลูกข้าวด้วยวิธีพิสดารต่อไป ผมหว่านเมล็ดพันธุ์ข้าวและเมล็ดถั่วเขียวที่เตรียมมา จนทั่วสวนฟักทอง (ตอนนั้นฟักทองที่ปลูกเริ่มวายแล้ว) และหอบขนเอาฟางข้าวกองใหญ่มาเกลี่ยลงคลุมผืนดินจนทั่วทุกตารางนิ้ว เริ่มงานตั้งแต่ 2 โมงเช้า ไปเสร็จเอาเมื่อตอนตะวันลับฟ้าพอดี...สำเร็จแล้วนาธรรมชาติที่ผมฝันอยากจะทำมานานกว่า 5 ปี
ความมหัศจรรย์ของนาธรรมชาติ กับความสำเร็จที่ภาคภูมิใจ
ในแปลงทดลองทำนาธรรมชาติ 1 ไร่ ของผม ได้ก่อเกิดองค์ความรู้และข้อมูลอันน่าทึ่งทางการเกษตรมากมาย ซึ่งผมจะขอนำเสนอเป็นข้อ ๆ ไปตามลำดับ ตั้งแต่เริ่มต้นหว่านเมล็ดพันธุ์จนถึงเก็บเกี่ยวผลผลิตข้าว และต่อเนื่องไปถึงช่วงหลังเสร็จสิ้นฤดูกาลทำนาด้วย ดังต่อไปนี้...
1. หลังหว่านข้าว ถั่วเขียว และคลุมฟางเสร็จ ประมาณ 2 สัปดาห์ ยอดถั่วเขียวก็เริ่มโผล่พ้นฟางข้าวขึ้นมาเรื่อย ๆ ตามด้วยยอดต้นกล้าข้าวเล็ก ๆ ประมาณ 1 เดือน ทั้งข้าวและถั่วก็ขึ้นมาเต็มไปหมด สังเกตได้ว่าต้นถั่วเจริญเติบโตได้เร็ว เขียวงามกว่า ส่วนข้าวที่งอกตามหลังกลับส่ออาการว่าได้รับธาตุอาหารพืชไม่เพียงพอ ยอดข้าวใบข้าวและกลีบลำต้นออกสีเหลืองซีด วันที่แดดจัดปลายใบก็ไหม้เหี่ยว แต่ข้าวต้นเล็ก ๆ ในแปลงนาธรรมชาติก็ยังคงสามารถดำรงชีพอยู่ได้และไม่แห้งตาย
2. ประมาณกลางเดือนมิถุนายน ฝนมาน้ำมาก น้ำฝนไหลเข้าท่วมแปลงนาทดลองของผม ซึ่งอยู่ในที่ลุ่มทั้งหมด จนฟางข้าวที่ปกคลุมอยู่ลอยตัวขึ้น น้ำแช่ขังอยู่หลายวัน ถั่วเขียวทนน้ำไม่ไหวเฉาตายไปหมด ส่วนต้นข้าวที่เหลืองขิงมานานใบเริ่มเปลี่ยนเป็นสีเขียวและเติบโตได้ดีขึ้น สังเกตดูตามลำต้นและใบข้าวภายในนาทดลองทั้งแปลงพบว่า มีแมลงมุมมาเกาะชักใยอยู่มากมาย ส่วนในน้ำก็มีปลาเข้ามาหลบอาศัยอยู่ใต้ฟาง รวมทั้งกบเขียดและอึ่งอ่างด้วย แต่ไม่มีปูนามาเพ่นพ่านกัดกินต้นข้าวเลย
3. ต่อมา ข้าวในแปลงนาธรรมชาติเจริญเติบโตแข็งแรงดี และแตกกอแผ่ขยายใหญ่ขึ้น เพิ่มจำนวนรวงมากขึ้น ข้าวกอหนึ่ง ๆ นับจำนวนรวงได้ไม่ต่ำกว่า 25 รวง สูงสุด 80 รวง (กอข้าวที่ขึ้นตรงหลุมปลูกฟักทองพอดี) สภาพพื้นที่แปลงทดลองโดยทั่วไปมีสัตว์ที่มีประโยชน์ต่าง ๆ เข้ามาอาศัยและเข้ามาหากินเป็นจำนวนมาก แต่พบว่าเกิดมีวัชพืชคือ หญ้าแพรก และผักบุ้งนาทอดตัวเจริญเติบโตอยู่ตามผิวพื้นน้ำเป็นบางจุด
4. ฟางข้าวซึ่งแช่น้ำอยู่ตลอดเวลายิ่งนานยิ่งเปื่อยยุ่ยกลายเป็นปุ๋ย ข้าวในแปลงนาธรรมชาติทั้งที่ปลูกอยู่ในบริเวณดินเค็ม กลับแตกกอและเติบโตงดงามที่สุดเป็นประวัติการณ์ (ของแปลงนาครอบครัวผมและทุ่งแล้งแห่งนั้นของชุมชน) ลำต้นข้าวสูงตระหง่านแต่แข็งแรงลมพัดไม่ล้ม ไม่มีโรคตายพรายและอาการของโรคข้าวอื่น ๆ ระบาดให้พบเห็นเลย ในขณะที่ข้าวซึ่งปลูกในพื้นที่นารอบนอกแปลงทดลอง (ทั้งนาตนเองและนาเพื่อนบ้าน) เจริญเติบโตแตกกอไม่ค่อยดีนัก รวมทั้งมีแมลงศัตรูพืชรบกวนกัดกินโดยทั่วไป
5. ข้าวเริ่มตั้งท้องแล้ว การแตกรวงเป็นไปอย่างสมบูรณ์ และเมื่อรวงแก่ เมล็ดข้าวทุกเมล็ดเต่งตึงสมบูรณ์ดีมาก นับจำนวนเมล็ดเฉลี่ยต่อรวงเท่ากับ 270-280 เมล็ด ขณะที่ข้าวซึ่งปลูกนอกแปลงนาทดลอง ทั้งในนาผืนเดียวกันของครอบครัวตัวเองและนาข้างเคียงของเพื่อนบ้าน (นาดำ : บำรุงด้วยปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมี) นับเมล็ดเฉลี่ยต่อรวงสูงสุดได้เพียง 180 เมล็ดเท่านั้น
6. เมื่อฤดูกาลเก็บเกี่ยวมาถึง ขณะเกี่ยวข้าวด้วยเคียว รู้สึกได้ว่ารวงข้าวที่ปลูกด้วยวิธีธรรมชาติในแปลงนาทดลองมีน้ำหนักมาก (ปวดข้อมือทีเดียวกกว่าจะเกี่ยวเสร็จทั้งแปลง) หลังจากนำฟ่อนข้าวไปฟาดเอาเมล็ดแล้ว บรรจุกระสอบและนับจำนวนกระสอบ เปรียบเทียบผลผลิตข้าวที่ได้จากผืนนา...ตรงนั้น ในฤดูกาลผลิตก่อน ๆ ก็เห็นได้ชัดเจนว่า... “นาธรรมชาติ” ทำให้ครอบครัวผมได้ผลผลิตข้าว จากพื้นที่นาดินเค็มตรงนั้น มากกว่าทุกปีที่ผ่านมาถึง 5 เท่าตัว !!!
7. หลังจากสิ้นสุดฤดูกาลทำนาปีนั้นแล้ว บริเวณแปลงนาธรรมชาติได้กลายเป็นที่หลบซ่อนและเข้าอาศัยของสัตว์แห่งท้องทุ่งจำพวกกบ เขียด อึ่งอ่าง หอย ปูนา...มากมาย และผืนดินก็มีความชุ่มชื้นอยู่ตลอดฤดูแล้งด้วย (อย่างไรก็ตาม เมื่อชาวบ้านรู้ข่าวว่า ในแปลงนาธรรมชาติของผมมีสัตว์ต่าง ๆ ที่เป็นอาหารอาศัยอยู่ เป็นจำนวนมาก พวกเขาก็พากันแบกเสียมตะพายข้อง มาอ้อนวอนขอต่อพ่อแม่ของผม ขอขุดหาและจับสัตว์เหล่านั้นไปบริโภคจนหมด!!!)
8. ในฤดูกาลทำนาปีต่อ ๆ มาอีกหลายปี ปัญหาดินเค็มและสภาพดินที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ ปลูกข้าวไม่ได้ผลผลิต ไม่เกิดขึ้นในบริเวณแปลงทดลองทำนาธรรมชาติจุดนั้นเลย
...................................................................................................................
วันนี้...แม้โอกาสในการจะสานต่อประสบการณ์ทำนาธรรมชาติของผม ยังไม่เดินหน้าเท่าที่ควร ด้วยเหตุผลและความจำเป็นในการดำเนินชีวิตบางประการ แต่ภาพประทับใจและความทรงจำครั้งนั้น ก็ยังคงตราตรึงในจิตวิญญาณลูกชายชาวนาอีสานคนนี้มิรู้ลืม
ผมมีความมั่นใจว่า “นาธรรมชาติหรือระบบเกษตรกรรมธรรมชาติ” นี่เอง คือ ทางรอดของชาวนารายย่อยและเกษตรกรผู้มีที่ดินทำกินเพียงเล็กน้อย อย่างแท้จริง...และวันหนึ่งข้างหน้า เมื่อ “วีรบุรุษนาแล้ง” ผู้นี้ มีโอกาสได้หวนคืนสู่อ้อมกอดแห่งท้องนา วันนั้นล่ะ “ทุ่งแล้งทุกข์ยากเข็ญอีสานตอนบน...จักกลายเป็นเพียงตำนาน!!!”
****************************************************



ความคิดเห็น
แสดงความคิดเห็น